เมนูปิด

เลขที่หนังสือ: กค 0811/16531
วันที่: 1 ธันวาคม 2541
เรื่อง: ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
ข้อกฎหมาย: มาตรา 65 ทวิ (5), คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.72/2540ฯ
ข้อหารือ: บริษัทฯ เป็นบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โดยมีรายได้จากการประกอบกิจการทั้งที่
ได้รับการส่งเสริมการลงทุน และที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน บริษัทฯ มีรอบระยะเวลาบัญชีเริ่ม
ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม และสิ้นสุดวันที่ 20 พฤษภาคม ของปีถัดไปในรอบระยะเวลาบัญชี 21
พฤษภาคม 2540 - 20 พฤษภาคม 2541 บริษัทฯ มีผลขาดทุนจากการตีราคาทรัพย์สินหรือหนี้สินที่มีค่า
หรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีเป็นเงินตราไทยตาม
มาตรา 65 ทวิ (5) วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.72/2540 ฯ
บริษัทฯ สามารถจะเลือกนำผลขาดทุนดังกล่าวมาคำนวณเป็นรายจ่ายของบริษัทฯ ได้ตามวิธีใดวิธีหนึ่งที่
ระบุไว้ในคำสั่งดังกล่าว เป็นเหตุให้บริษัทฯสามารถนำผลขาดทุนดังกล่าวไปรวมคำนวณเป็นรายจ่ายของ
บริษัทฯ ได้มากกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี
เนื่องจากบริษัทฯ ไม่สามารถแบ่งแยกได้ว่าผลขาดทุนจากการตีราคาทรัพย์สินหรือหนี้สิน
ดังกล่าวเป็นส่วนของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนหรือเป็นส่วนของกิจการที่ไม่ได้รับการ
ส่งเสริมการลงทุน บริษัทฯจึงเฉลี่ยผลขาดทุนดังกล่าวตามอัตราส่วนของรายได้จากกิจการที่ได้รับการ
ส่งเสริมการลงทุนและกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน หากข้อเท็จจริงของบริษัทฯ เป็นดัง
ตัวอย่างต่อไปนี้คือ
1. ในรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 บริษัทฯ มีผลขาดทุนจาก
การตีราคาทรัพย์สินหรือหนี้สินตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคหนึ่ง จำนวน 500 ล้านบาท
2. อัตราส่วนระหว่างรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและกิจการที่ไม่ได้รับ
การส่งเสริมการลงทุน สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 คือ 10 : 90
3. บริษัทฯ เลือกที่จะเฉลี่ยผลขาดทุนดังกล่าวเป็นรายจ่ายของบริษัทฯ เป็นระยะเวลา 5
รอบระยะเวลาบัญชี ดังนั้น ผลขาดทุนที่จะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุด 20 พฤษภาคม
2541 คือ 100 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นผลขาดทุนจากกิจการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 10 ล้านบาท และ
ผลขาดทุนจากกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 90 ล้านบาท
บริษัทฯ จึงขอทราบว่า สำหรับผลขาดทุนที่เหลือจำนวน 400 ล้านบาทที่จะนำมาเป็น
ค่าใช้จ่ายของบริษัทฯ สำหรับ 4 รอบระยะเวลาบัญชีถัดไป คือ รอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุด 20 พฤษภาคม
2542 - 20 พฤษภาคม 2545 บริษัทฯ จะต้องนำผลขาดทุนดังกล่าวไปเฉลี่ยตามอัตราส่วนของรายได้
จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน และรายได้จากกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนของ
รอบระยะเวลาบัญชีแรก (วิธีที่ 1 ตามตารางข้างล่าง) หรือให้นำมาเฉลี่ยตามอัตราส่วนของรายได้จาก
กิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน และกิจการที่ไม่ได้รับส่งเสริมการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละปี (วิธีที่ 2
ตามตารางข้างล่าง) ถ้าหากว่าวิธีที่ 1 และวิธีที่ 2 ไม่ถูกต้อง บริษัทฯ จะต้องใช้วิธีการใด
การบันทึกผลขาดทุน
รอบระยะเวลาบัญชี อัตราส่วนรายได้จาก วิธีที่ 1 วิธีที่ 2
สิ้นสุด BOI : Non BOI BOI : Non BOI รวม BOI : Non BOI รวม
20 พ.ค.2541 10 : 90 10 : 90 100 10 : 90 100
20 พ.ค.2542 20 : 80 10 : 90 100 20 : 80 100
20 พ.ค.2543 30 : 70 10 : 90 100 30 : 70 100
20 พ.ค.2544 40 : 60 10 : 90 100 40 : 60 100
20 พ.ค.2545 50 : 50 10 : 90 100 50 : 50 100
รวม 50 : 450 500 150 : 350500
แนววินิจฉัย: 1. บริษัทฯ มีรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มต้นวันที่ 21 พฤษภาคม และสิ้นสุดวันที่ 20 พฤษภาคม
ดังนั้น ในรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 21 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 บริษัทฯ มีผล
ขาดทุนจากการตีราคาทรัพย์สินหรือหนี้สินที่มีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้าย
ของรอบระยะเวลาบัญชีเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร
จำนวน 500 ล้านบาท บริษัทฯ จึงมีสิทธิที่จะเลือกคำนวณกำไรหรือขาดทุนจากการตีราคาทรัพย์สินหรือ
หนี้สินตามส่วนเฉลี่ยของมูลค่าทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้นตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกดังกล่าวเป็นต้นไป แต่
ไม่เกินห้ารอบระยะเวลาบัญชีก็ได้
ดังนั้น บริษัทฯ จึงมีสิทธิเฉลี่ยผลขาดทุนจากการตีราคาทรัพย์สินและหนี้สินเป็นรายจ่ายได้
รอบระยะเวลาบัญชีละ 100 ล้านบาท ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุด 20 พฤษภาคม 2541 ถึง
รอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุด 20 พฤษภาคม 2545 ตามข้อ 3 แห่งคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.72/2540
เรื่อง การปฏิบัติเกี่ยวกับการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเนื่องจาก
การปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตรา ลงวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2540
2. กรณีบริษัทฯ ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าผลขาดทุนจากการตีราคาทรัพย์สินหรือ
หนี้สิน จำนวน 500 ล้านบาท ดังกล่าวเป็นส่วนของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนหรือเป็นส่วนของ
กิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน และไม่มีเกณฑ์อื่นที่จะเฉลี่ยรายจ่ายนั้นได้เป็นการเหมาะสมแล้ว
ก็ให้เฉลี่ยรายจ่ายดังกล่าวออกตามส่วนของรายได้จากกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และ
กิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 21 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 20
พฤษภาคม 2541
ดังนั้น ในการใช้สิทธิเฉลี่ยผลขาดทุนจากการตีราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทฯ
รอบระยะเวลาบัญชีละ 100 ล้านบาท ตาม 1. จึงเป็นผลขาดทุนจากกิจการส่งเสริมการลงทุน 10 ล้าน
บาท และผลขาดทุนจากกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริม 90 ล้านบาท เท่ากันทั้งห้ารอบระยะเวลาบัญชี
ตามตัวอย่างวิธีที่ 1 ข้างต้น โดยไม่ต้องคำนึงว่าในรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดวันที่ 20 พฤษภาคม 2542
ถึงรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 จะมีอัตราส่วนรายได้ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละปีเป็น
อย่างไร
เลขตู้: 61/27302

 


 

ปรับปรุงล่าสุด: 22-05-2020