เมนูปิด

เลขที่หนังสือ: กค 0811/4892
วันที่: 16 มิถุนายน 2543
เรื่อง: ภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีอายุความในการออกหมายเรียกและประเมิน ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอายุความการขอคืนภาษีการค้าที่ไม่มีหน้าที่ต้องชำระ
ข้อกฎหมาย: มาตรา 19, มาตรา 23, มาตรา 27 ตรี
ข้อหารือ: สรรพากรพื้นที่ได้ตรวจสอบพบว่าบริษัท ท. จำกัด ประกอบกิจการปลูกตึกแถวขายพร้อมที่ดิน
ได้จดทะเบียนการค้าประเภทการค้า 11 การค้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า ในปี พ.ศ.
2535 บริษัทฯ ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการประกอบการค้า
อสังหาริมทรัพย์ แต่ได้ยื่นแบบ ภ.ค.40 สำหรับเดือนภาษีเมษายน มิถุนายน กรกฎาคม และสิงหาคม
2535 โดยแสดงรายรับที่ต้องเสียภาษีของเดือนภาษีดังกล่าวต่ำกว่าหรือเท่ากับราคาขายตามสัญญา และ
ต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ปัจจุบันบริษัทฯ ได้
จดทะเบียนเลิกบริษัทฯแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีสรรพากรพื้นที่จึงหารือว่า
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกและประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของบริษัทฯสำหรับปี พ.ศ.
2535 ได้หรือไม่ กรณีที่มีอำนาจออกหมายเรียกและประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะได้ จะนำภาษีการค้าที่บริษัทฯ
ได้ยื่นชำระไว้แล้วมาหักกลบลบกับภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวได้หรือไม่ และมีวิธีหักกลบลบกันอย่างไร
แนววินิจฉัย: 1. บริษัทฯ ประกอบกิจการปลูกตึกแถวขายพร้อมที่ดินก่อนวันที่ 1 มกราคม 2535 ต่อเนื่อง
มาถึงปี พ.ศ.2535 เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ดังนั้น รายรับจาก
การประกอบกิจการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 เป็นต้นไป จึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่
เมื่อบริษัทฯ มิได้จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หากเจ้าพนักงานประเมิน
ต้องการตรวจสอบไต่สวน ก็มีอำนาจออกหมายเรียกได้ภายในอายุความดังนี้
1.1 กรณีผู้ประกอบการยื่นแบบแสดงรายการ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ
ออกหมายเรียกได้ภายในอายุความสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ ไม่ว่าการยื่นรายการนั้นจะได้กระทำ
ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่เว้นแต่เป็นกรณีที่อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียก
ดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการตามมาตรา 19 แห่ง
ประมวลรัษฎากร และมีอำนาจประเมินภาษีภายในสิบปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี
นั้นๆ ตามมาตรา 193/31 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
1.2 กรณีผู้ประกอบการไม่ยื่นแบบแสดงรายการ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ
ออกหมายเรียกและประเมินภาษีได้ภายในอายุความสิบปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการตาม
มาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 193/31 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
2. ในประเด็นที่เกี่ยวกับการขอคืนภาษีการค้าที่ได้ชำระไว้ตามแบบ ภ.ค.40 ในปี พ.ศ.
2535 นั้น เนื่องจากภาษีการค้าได้ถูกยกเลิกการบังคับจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ตามมาตรา
2(1) และมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534
ดังนั้น ภาษีการค้าที่บริษัทฯได้ชำระไว้ในปี พ.ศ.2535 ดังกล่าว จึงถือเป็นภาษีการค้าที่ได้ชำระไว้โดย
ไม่มีหน้าที่ต้องชำระ บริษัทฯ มีสิทธิขอคืนได้ตามหลักเกณฑ์ดังนี้
2.1 การคืนภาษีการค้าที่ได้ชำระไว้เกินกว่าที่ต้องเสีย หรือที่ได้ชำระไว้โดยไม่มี
หน้าที่ต้องเสีย ผู้มีสิทธิได้รับคืนมีสิทธิขอคืนจากกรมสรรพากรได้ภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันที่ได้ชำระไว้
ตามมาตรา 164 และมาตรา 1336 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
2.2 การคืนภาษีการค้าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับคืน ผู้มีสิทธิ
ได้รับคืนยังคงมีสิทธิขอคืนได้ภายในกำหนดเวลาตาม 2.1 แต่ต้องยื่นคำร้องขอคืนต่อเจ้าพนักงานประเมิน
ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2537 ตามมาตรา 25(1) แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534
2.3 การคืนภาษีการค้าเฉพาะภาษีการค้าที่ต้องเสียตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2534
เป็นต้นไป ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษี
ตามที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 4 แห่ง
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2534
กรณีจึงไม่อาจนำเงินดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับภาษีธุรกิจเฉพาะที่เจ้าพนักงานจะทำ
การประเมินต่อไปได้ ทั้งนี้ เจ้าพนักงานประเมินควรจะได้ประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและอนุมัติคืนเงินภาษี
ที่ไม่มีหน้าที่ต้องชำระไปพร้อมกัน เพื่อสำนักงานสรรพากรอำเภอท้องที่จะได้ดำเนินการหักกลบลบหนี้ตาม
ข้อ 29 แห่งระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการคืนเงินภาษีอากร พ.ศ. 2539 ต่อไป
เลขตู้: 63/29439

 


 

ปรับปรุงล่าสุด: 22-05-2020