เมนูปิด

 

เลขที่หนังสือ: กค 0706(กม.03)/224
วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2546
เรื่อง: ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิของธนาคารพาณิชย์ที่ประกอบกิจการวิเทศธนกิจ
ข้อกฎหมาย: พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 260) พ.ศ. 2535
ข้อหารือ: ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของธนาคารพาณิชย์ที่ประกอบกิจการ
วิเทศธนกิจ กรณีที่ดำเนินธุรกรรมที่เข้าข่าย "กิจการวิเทศธนกิจ" และธุรกรรมที่ไม่เข้าข่าย "กิจการ
วิเทศธนกิจ" มีประเด็นดังต่อไปนี้
1. วิธีการในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของ
ธนาคารพาณิชย์ที่ประกอบกิจการวิเทศธนกิจมีวิธีการคำนวณอย่างไร
2. การคำนวณผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกิน 5 ปีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบัน มีวิธีการ
คำนวณอย่างไร
3. การยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการ
ยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 308) พ.ศ. 2540 ที่ยกเว้นภาษีเงินได้หากกิจการวิเทศธนกิจต้องการจำหน่าย
เงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรที่ผู้ประกอบการวิเทศธนกิจ
จำหน่ายออกไปจากประเทศไทยตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ เฉพาะที่ได้จากกิจการ
วิเทศธนกิจเพื่อการกู้ยืมในต่างประเทศ ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การประกอบกิจการ
วิเทศธนกิจของธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2535 ดังนั้น กำไรที่ถือได้ว่าจำหน่าย
ออกไปและต้องเสียภาษีจึงเป็นกำไรที่ไม่รวมกำไรจากกิจการวิเทศธนกิจเพื่อการกู้ยืมในต่างประเทศ
และนำกำไรที่เหลืออยู่หลังจากหักผลขาดทุนของอีกธุรกรรมหนึ่งได้ ใช่หรือไม่
แนววินิจฉัย: 1. กรณีธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการวิเทศธนกิจจาก
ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ต้องแยกการคำนวณกำไรสุทธิระหว่างกิจการธนาคารปกติกับ
กิจการธนาคารที่เป็นวิเทศธนกิจ ตามข้อ 2 ของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์
วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบกิจการวิเทศธนกิจของธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.
2543 ประกอบกับข้อ 2 ของประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การประกอบกิจการวิเทศธนกิจของ
ธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2535
2. หลักกฎหมายตามประมวลรัษฎากรที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณกำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์ที่
ประกอบกิจการวิเทศธนกิจ สรุปได้ดังนี้
2.1 ธนาคารพาณิชย์มีหน้าที่ต้องคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา
65 และมาตรา 66 แห่งประมวลรัษฎากร และต้องเสียภาษีในอัตราที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้
2.2 ธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการวิเทศธนกิจมีสิทธิได้รับการ
ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ สำหรับการประกอบกิจการ "วิเทศธนกิจ"
ตามข้อ 1 ของประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การประกอบกิจการวิเทศธนกิจของธนาคารพาณิชย์
ลงวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2535 ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความใน
ประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 260) พ.ศ. 2535 ประกอบกับ
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ฯ (ฉบับที่ 47) ลงวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2536
ดังนั้น กิจการใดของธนาคารพาณิชย์ที่ประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ไม่อยู่ในคำนิยาม
ของ "กิจการวิเทศธนกิจ" ตามข้อ 1 ของประกาศกระทรวงการคลังฯ ก็จะไม่ได้รับการลดอัตราภาษี
เงินได้นิติบุคคล และต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิตามปกติ
2.3 ในกรณีธนาคารพาณิชย์ที่ประกอบกิจการวิเทศธนกิจ ประกอบกิจการทั้งที่ได้รับการ
ลดอัตราภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิเหลือร้อยละ 10 และกิจการที่ต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิในอัตรา
ร้อยละ 30 ธนาคารฯ ต้องคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของแต่ละกิจการแยกต่างหากจากกัน และ
ห้ามมิให้นำผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีของกิจการหนึ่งไปหักออกจากกำไรสุทธิของอีกกิจการ
หนึ่ง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 260) พ.ศ. 2535 ประกอบกับข้อ 1(3) ของ
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ฯ (ฉบับที่ 47) ลงวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2536
ประกอบกับ
3. กรณีการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น ธนาคารพาณิชย์ที่
ประกอบกิจการวิเทศธนกิจทั้งวิเทศธนกิจกรุงเทพ (BIBF) และวิเทศธนกิจต่างจังหวัด (PIBF) ต้องยื่น
แบบแสดงรายการตามอัตราภาษีเงินได้ กล่าวคือต้องยื่นแบบแสดงรายการ (ภ.ง.ด.50) สำหรับกิจการ
ที่ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10 หนึ่งฉบับ และสำหรับกิจการที่ต้องเสียภาษีร้อยละ 30 อีกหนึ่งฉบับ
ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.62/2539 ฯ ลงวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2539
4. กรณีการยกเว้นภาษีสำหรับการจำหน่ายกำไรสำหรับกำไรที่ได้จากการประกอบกิจการ
วิเทศธนกิจเพื่อการให้กู้ยืมในต่างประเทศ (out-out) ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 308) พ.ศ.
2540 นั้น ต้องเป็นกำไรที่ได้จากธุรกรรม out-out เท่านั้น
เลขตู้: 66/32330


ปรับปรุงล่าสุด: 22-05-2020