เมนูปิด

 

เลขที่หนังสือ: กค 0703/พ./9421
วันที่: 18 ตุลาคม 2547
เรื่อง: ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีรายรับจากการประกอบกิจการ
ข้อกฎหมาย: มาตรา 79
ข้อหารือ: ตามที่ A เป็นนิติบุคคลตามมาตรา 109 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ไม่เข้าลักษณะ
เป็น “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร การที่ A มีรายได้จากการ
ดำเนินงานของโครงการศูนย์ B คือ ค่าเช่าสถานที่ ค่าบริการพื้นที่ ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าบริการ
ขายอาหาร ค่าบำรุงสมาชิกสหกรณ์ ค่าซักรีดและค่าบริการอื่น ๆ จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสีย
ภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่าการประกอบกิจการของ A เข้าลักษณะเป็น
ผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/1(5) และมาตรา 82 แห่ง
ประมวลรัษฎากร ดังนี้
1. กรณีรายรับที่เป็นค่าเช่าห้องพัก ค่าเช่าห้องประชุม ซึ่งเป็นการให้เช่าในลักษณะเป็น
ครั้งคราว ค่าบริการพื้นที่ ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าบริการขายอาหาร ค่าบำรุงสมาชิกสหกรณ์ที่
เรียกเก็บจากสมาชิก ค่าซักรีด และบริการอื่น ๆ เข้าลักษณะเป็นการให้บริการ ตามมาตรา 77/1(10)
แห่งประมวลรัษฎากร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร
2. รายรับที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีรายรับที่เป็นค่าเช่าสถานที่ หาก A มีการให้เช่า
พื้นที่ภายในอาคาร เช่น ให้เช่าพื้นที่ทำร้านค้าต่าง ๆ ภายในอาคารดังกล่าวซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ผู้เช่า
ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ชั่วระยะเวลาอันมีจำกัดและผู้เช่าตกลงจะจ่ายค่าเช่า
อสังหาริมทรัพย์นั้น โดยผู้ให้เช่าต้องส่งมอบการครอบครองพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้เช่าจะเข้าลักษณะ
เป็นการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81(1)(ต) แห่ง
ประมวลรัษฎากร แต่ถ้าไม่มีการส่งมอบการครอบครองไม่ถือว่าเป็นการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ แต่จะ
ถือว่าเป็นการให้บริการซึ่งไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
3. การประกอบกิจการของ A ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ไม่เข้าลักษณะเป็นการ
ประกอบกิจการของกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งส่งรายรับทั้งสิ้นให้แก่รัฐโดยไม่หักรายจ่าย ตามมาตรา
81(1)(ท) แห่งประมวลรัษฎากร จึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
A มีข้อโต้แย้งว่าในส่วนของค่าบำรุงสมาชิกสหกรณ์นั้น A มิได้ดำเนินการเรียกเก็บจากสหกรณ์
อันเนื่องจากการประกอบการและมิได้เกิดจากการประกอบกิจการของศูนย์ B หรือส่วนงานอื่น ๆ ซึ่งเป็น
ส่วนหนึ่งของ A แต่อย่างใด แต่เป็นรายได้ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของสหกรณ์ซึ่งประกอบการมี
กำไรสุทธิประจำปีต้องส่งให้แก่ A ตามมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ซึ่งสรุปความ
ว่า “ในการจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีของสหกรณ์ให้จัดสรรเป็นทุนสำรองไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของ
กำไรสุทธิและเป็นค่าบำรุง A ไม่เกินร้อยละห้าของกำไรสุทธิแต่ต้องไม่เกินอัตราที่คณะกรรมการ
พัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติกำหนด” ปัจจุบันคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติกำหนดให้สหกรณ์ต้อง
เสียค่าบำรุงไม่เกิน 10,000 บาท หากสหกรณ์ใดประกอบการขาดทุนก็ไม่จำต้องนำส่งค่าบำรุงในส่วนนี้
นอกจากค่าบำรุงในส่วนนี้แล้ว A หรือส่วนงานอื่น ๆ ของ A ก็ไม่มีรายได้อื่นใด ดังนั้น A จึงไม่ต้องเสีย
ภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนของค่าบำรุง A เพราะมิใช่รายได้ที่เกิดจากการประกอบการแต่เป็นรายได้ตาม
กฎหมายและ A ก็มิใช่ผู้ประกอบการแต่อย่างใด
แนววินิจฉัย: กรณีค่าบำรุง A ที่เป็นรายได้ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของสหกรณ์ซึ่งประกอบการมี
กำไรสุทธิประจำปีต้องส่งให้แก่ A ตามมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 นั้น เมื่อ
สหกรณ์จ่ายค่าบำรุง A แล้ว ย่อมก่อให้เกิดสิทธิประโยชน์เป็นกรณีพิเศษแตกต่างจากสหกรณ์ที่ไม่ได้เป็น
สมาชิก A ทั้งนี้ ตามมาตรา 110 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 เช่น สหกรณ์จะได้รับการ
ส่งเสริมและเผยแพร่กิจการสหกรณ์ตลอดจนทำการวิจัยและรวบรวมสถิติเกี่ยวกับกิจการสหกรณ์ สหกรณ์จะ
ได้รับการส่งเสริมธุรกิจการค้า อุตสาหกรรมหรือบริการของสหกรณ์ และมี A เป็นตัวแทนของสหกรณ์เพื่อ
รักษาผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้จากการสนับสนุนของรัฐ องค์การระหว่างประเทศหรือภาคเอกชนอื่น
เป็นต้น ซึ่งถือว่าสิทธิประโยชน์ดังกล่าวเป็นบริการของ A เพื่อประโยชน์สำหรับกิจการของสหกรณ์
โดยตรง ดังนั้น ค่าบำรุง A จึงเข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการประกอบกิจการ
ของ A ซึ่งถือเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร A ต้องนำค่าบำรุง A มารวม
คำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่มีบทบัญญัติใดตามกฎหมายที่ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แต่ประการใด
เลขตู้: 67/33171


ปรับปรุงล่าสุด: 22-05-2020