เมนูปิด

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร
ที่ 5/2528
เรื่อง ภาษีเงินได้และภาษีการค้า กรณีการประกอบกิจการซื้อขายสินค้าล่วงหน้า


---------------------------------------


                ด้วยกรมสรรพากรได้ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร วินิจฉัย กรณีบริษัทในประเทศไทยประกอบกิจการเป็นผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อซื้อขายสินค้าล่วงหน้าได้แก่ พืชไร่ ทองคำหรือเงินใหักับบริษัทในต่างประเทศแต่ไม่ปรากฏหลักฐานการแต่งตั้งให้ประกอบกิจการดังกล่าวเป็นหนังสือโดยมีวิธีปฏิบัติในการติดต่อซื้อขายสินค้า ดังนี้


                (1) ลูกค้าที่ประสงค์จะซื้อขายสินค้าล่วงหน้า ต้องทำสัญญาซื้อขายสินค้ากับบริษัทในประเทศไทย และต้องมอบอำนาจให้บริษัทในประเทศไทยเป็นตัวแทนจัดการทั้งปวงในการติดต่อกับบริษัทในต่างประเทศหรือตัวแทนนายหน้า หรือบริษัทในเครือของบริษัทในต่างประเทศรวมทั้งการโอนเงินที่ลูกค้าได้รับจากการซื้อขายสินค้าดังกล่าว


                (2) ในการสั่งซื้อหรือการสั่งขายสินค้า ลูกค้าจะต้องใช้ใบสั่งตามแบบที่บริษัทในประเทศไทยจัดพิมพ์ และต้องวางเงินมัดจำตามจำนวนสินค้าที่ต้องการซื้อในอัตราที่กำหนดไว้ สำหรับราคาสินค้าได้กำหนดให้ถือตามราคาตลาดในต่างประเทศ ที่บริษัทในต่างประเทศแจ้งให้บริษัทในประเทศทราบทางโทรพิมพ์ โทรศัพท์หรือทางอื่นในแต่ละช่วงเวลาของแต่ละวันตามความเคลื่อนไหวของราคาสินค้า


                (3) การซื้อขายสินค้าดังกล่าว ไม่มีการส่งมอบสินค้าระหว่างกัน เว้นแต่กรณีที่ลูกค้าต้องการสินค้าบริษัทในประเทศไทย จะต้องจัดหาสินค้าให้ตามที่ลูกค้าต้องการและกรณีเป็นสินค้าที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศลูกค้าต้องดำเนินการนำสินค้าเข้าด้วยตนเอง


                (4) บริษัทในประเทศไทย จะบันทึกหนี้สินระหว่างลูกค้ากับบริษัทในต่างประเทศเมื่อมีการขายสินค้าคือ ผลกำไรและขาดทุน ซึ่งลูกค้าจะต้องจ่ายให้บริษัทในต่างประเทศ หรือลูกค้าที่จะได้รับจากบริษัทในต่างประเทศ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าบริษัทในประเทศไทยส่งเงินค่าขายสินค้าออกไปให้บริษัทในต่างประเทศส่วนการบันทึกรายได้บริษัทในประเทศไทยจะบันทึกรายได้เฉพาะค่านายหน้าที่ได้รับจากลูกค้าเท่านั้น มิได้บันทึกค่านายหน้าที่ได้รับจากบริษัทในต่างประเทศ


                การประกอบกิจการซื้อขายสินค้าล่วงหน้าตามข้อเท็จจริงดังกล่าว บริษัทในประเทศไทยจะต้องรับผิดเสียภาษีเงินได้และภาษีการค้าแทนบริษัทในต่างประเทศหรือไม่ และลูกค้าซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าจะต้องเสียภาษีเงินได้และภาษีการค้าหรือไม่

 

                คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาแล้วในการประชุมครั้งที่ 12/2528 วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2528 มีคำวินิจฉัยดังต่อไปนี้


                1. กรณีตามข้อเท็จจริงดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าบริษัทในประเทศไทย เป็นผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในการซื้อขายสินค้าล่วงหน้าให้กับบริษัทในต่างประเทศ ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และไม่เข้าลักษณะเป็นสาขาตามมาตรา 77 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานการตั้งตัวแทนระหว่างนั้น และไม่ปรากฏหลักฐานการส่งเงินจากบริษัทในประเทศไทยออกไปให้แก่บริษัทในต่างประเทศ ฉะนั้น บริษัทในประเทศไทย จึงไม่ต้องรับผิดเสียภาษีเงินได้และภาษีการค้าแทนบริษัทในต่างประเทศแต่ประการใด


                2. สัญญาซื้อขายสินค้าล่วงหน้าระหว่างบริษัทในประเทศไทยกับลูกค้า เนื่องจากการซื้อขายสินค้าตามสัญญาดังกล่าวยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ของสินค้าระหว่างกัน สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขายและแยกพิจารณาภาระภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรได้ดังนี้


                        (1) ภาษีการค้า
                กรณีสินค้าที่ซื้อขายกันเป็นสินค้าตามประเภทการค้า 1. ชนิด 7 (ก) แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า เช่น ทองคำ หรือเงิน เป็นต้น ซึ่งผู้ขายสินค้าดังกล่าวทุกทอดหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 3.0 ของรายรับและจะต้องคำนวณรายรับเพื่อเสียภาษีการค้าจากจำนวนเงินที่จะต้องชำระเมื่อถึงกำหนดในเดือนภาษีนั้น ๆ ตามมาตรา 79 จัตวา (3) วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร แต่โดยที่สัญญาจะขายสินค้าดังกล่าวไม่มีการชำระเงินค่าสินค้า และแม้ในวิธีปฏิบัติจะมีกำหนดให้ลูกค้าเพิ่มหรือลดเงินมัดจำ ก็ไม่อาจถือว่าปฏิบัติดังกล่าวเป็นการชำระเงินค่าสินค้าฉะนั้น ผู้ขายสินค้าดังกล่าวจึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าตามประเภทการค้า 1. ชนิด 7(ก) แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า แต่ประการใด


                        (2) ภาษีเงินได้
                กรณีสินค้าที่ซื้อขายกันไม่ว่าจะเป็นสินค้าตามประเภทการค้า 1. ชนิด 7(ก) แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า หรือเป็นสินค้าพืชไร่ ผู้ขายสินค้าดังกล่าวซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาจะต้องนำผลประโยชน์ที่ได้รับจากการขายสินค้าในแต่ละครั้งมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนผู้ขายสินค้าที่เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จะต้องนำเงินได้จากการซื้อสินค้ามารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล


                คำว่า “บริษัทในประเทศไทย” และ “บริษัทในต่างประเทศ” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร

 

 

สั่ง ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528

 

 

พนัส สิมะเสถียร
ปลัดกระทรวงการคลัง
ประธานคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร

 

ปรับปรุงล่าสุด: 14-08-2014