เมนูปิด

เลขที่หนังสือ: กค 0706/พ./8779
วันที่: 21 ตุลาคม 2548
เรื่อง: ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีเงินทดรองจ่ายสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
ข้อกฎหมาย: มาตรา 65 ตรี (18) มาตรา 77/1(10) มาตรา 77/2 มาตรา 81(1)(ณ) และคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ
ข้อหารือ: บริษัทฯ ประกอบกิจการให้บริการงานกฎหมายและประเมินราคา โดยมี
การให้บริการแก่บริษัทเงินทุน ธ. และบริษัทในเครือของบริษัทเงินทุน ธ. บริษัทฯ มี
การให้บริการ 2 ประเภท คือ
1. การให้บริการงานกฎหมายสำหรับงานร่างและตรวจสอบสัญญาและ
เอกสารทางกฎหมาย รวมทั้งการให้คำปรึกษาทางกฎหมายตลอดจนประเมินราคา
ด้วย ซึ่งจะไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
2. การให้บริการงานกฎหมายสำหรับงานว่าความ มีขอบเขตให้บริการเริ่ม
ตั้งแต่ติดตาม ทวงถาม เร่งรัดหนี้ ฟ้องคดีและบังคับคดี ซึ่งจะได้รับยกเว้น
ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81(1)(ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร
การให้บริการของบริษัทฯ ดังกล่าว บริษัทฯ จะกำหนดไว้ในสัญญา
ให้บริการว่า ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการให้บริการ
โดยบริษัทฯ จะทดรองจ่ายเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปก่อนแล้วไปเรียกเก็บคืนจาก
บริษัทผู้ว่าจ้างต่อไป ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มีรายละเอียดดังนี้
(1) ค่าพาหนะเหมาจ่าย ในการให้บริการงานว่าความ บริษัทจะกำหนดค่า
พาหนะในรูปแบบของการเหมาจ่าย โดยเมื่อพนักงานของบริษัทได้รับมอบหมาย
งานในการฟ้องร้องดำเนินคดีสำหรับคดีใดคดีหนึ่งแล้ว บริษัทจะทดรองจ่ายเงินค่า
พาหนะเหมาจ่ายให้แก่พนักงานดังกล่าวในอัตราที่กำหนด เช่น 2,500 บาท เป็นต้น
โดยไม่ว่าพนักงานดังกล่าวจะเดินทางไปศาลกี่ครั้งก็ตามจนกว่าจะฟ้องร้อง
ดำเนินคดีเสร็จสิ้น พนักงานก็ไม่มีสิทธิเบิกค่าพาหนะจากบริษัทอีก และในการเบิก
ค่าพาหนะเหมาจ่ายของพนักงาน พนักงานจะจัดทำใบขอเบิกค่าใช้จ่ายซึ่งระบุ
รายละเอียดของลูกหนี้ที่ฟ้องร้อง โดยไม่ต้องแสดงหลักฐานหรือเอกสาร
ประกอบการเบิกอย่างอื่นแต่อย่างใด ทั้งนี้ จำนวนครั้งที่เดินทางไปศาลของแต่ละคดี
มีจำนวนไม่เท่ากันโดยขึ้นอยู่กับแต่ละคดี ๆ ไป
(2) ค่าพาหนะตามจริง โดยจะแยกตามประเภทของพาหนะ ได้แก่ ค่ารถ
Taxi (เดินทางในกรุงเทพมหานคร และเขตปริมณฑล) ค่ารถทัวร์และค่ารถไฟ
(เดินทางไปต่างจังหวัด) และค่าเครื่องบิน ซึ่งเฉพาะค่าเครื่องบินเท่านั้นที่พนักงาน
ของบริษัทสามารถขอใบเสร็จรับเงินระบุชื่อผู้ว่าจ้างว่าเป็นผู้ชำระเงินจากผู้จำหน่าย
ตั๋วเครื่องบินได้ ส่วนค่ารถ Taxi พนักงานของบริษัทจะไม่มีเอกสารหลักฐาน
ประกอบการเบิกค่ารถ Taxi แต่อย่างใด โดยพนักงานจะจัดทำใบขอเบิกค่าใช้จ่าย
ซึ่งจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางและค่าใช้จ่ายเพื่อขอเบิกค่าใช้จ่ายดังกล่าว
จากบริษัท และสำหรับค่ารถทัวร์และค่ารถไฟ พนักงานของบริษัทก็มีหลักฐานการ
ชำระค่าใช้จ่ายเป็นตั๋วโดยสาร (ซึ่งในตั๋วโดยสารจะมีระบุแต่ชื่อผู้โดยสารเท่านั้น)
เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการเบิกค่าใช้จ่ายจากบริษัท
(3) ค่านำหมาย ในการให้บริการงานว่าความให้แก่ผู้ว่าจ้าง เมื่อมีการ
ฟ้องร้องดำเนินคดีโดยผู้ว่าจ้างเป็นโจทก์ต่อศาลแล้ว พนักงานของบริษัทในฐานะ
ทนายความของผู้ว่าจ้างจะร้องขอพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลเพื่อให้จัดส่งหมายส่ง
คำฟ้องให้จำเลย โดยจะต้องเสียค่าพาหนะในการนำหมายศาลให้แก่พนักงาน
เจ้าหน้าที่ของศาล ทั้งนี้ตามอัตราที่เจ้าพนักงานของศาลกำหนด และเมื่อพนักงาน
ของบริษัทชำระค่านำหมายให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลแล้ว พนักงาน
เจ้าหน้าที่ของศาลจะไม่ได้ออกใบเสร็จรับเงินสำหรับค่านำหมายดังกล่าว ซึ่งเมื่อ
พนักงานของบริษัทมาเบิกค่านำหมายนั้น พนักงานของบริษัทก็จะจัดทำใบรับรอง
แทนใบเสร็จโดยระบุรายละเอียดของคดีและการนำหมายและค่านำหมายดังกล่าว
เพื่อขอเบิกค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากบริษัท
(4) ค่าโรงแรมที่พัก ในกรณีที่พนักงานของบริษัทเดินทางไปปฏิบัติงานที่
ต่างจังหวัด เช่น ไปว่าความประเมินราคาทรัพย์สิน เป็นต้น เมื่อพนักงานได้พักที่
โรงแรม ณ ต่างจังหวัด และพนักงานก็ได้ชำระค่าบริการโรงแรมดังกล่าว โดยขอให้
โรงแรมออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีระบุชื่อผู้ว่าจ้างเป็นผู้ชำระ และพนักงานก็
จะใช้เอกสารหลักฐานดังกล่าวเป็นเอกสารประกอบในการเบิกเงินค่าใช้จ่าย
(5) ค่ารับรอง ในกรณีที่การให้บริการของพนักงานของบริษัทให้แก่ผู้ว่าจ้าง
จะต้องมีการติดต่อกับเจ้าหน้าที่และ/หรือลูกค้าผู้ติดต่อธุรกิจของผู้ว่าจ้าง ซึ่งผู้ว่าจ้าง
จะมอบหมายให้พนักงานของบริษัทดำเนินการจัดให้มีการเลี้ยงรับรองแก่เจ้าหน้าที่
และ/หรือลูกค้าดังกล่าว และเมื่อมีการเลี้ยงรับรอง พนักงานก็จะขอให้ร้านอาหารที่
เลี้ยงรับรองออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีระบุชื่อผู้ว่าจ้างเป็นผู้ชำระ และ
พนักงานก็จะใช้เอกสารหลักฐานดังกล่าวเป็นเอกสารประกอบในการเบิกเงิน
ค่าใช้จ่าย
บริษัทฯ จึงขอทราบว่า
1. กรณีในการให้บริการงานว่าความ เมื่อบริษัทได้จ่ายคืนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
ให้แก่พนักงาน ได้แก่ ค่าพาหนะเหมาจ่าย ค่าพาหนะตามจริง ค่านำหมาย ค่า
โรงแรมที่พัก และค่ารับรอง เมื่อบริษัทเรียกเก็บค่าใช้จ่ายดังกล่าวนั้นจากผู้ว่าจ้าง
โดยมีหลักฐานประกอบการเบิกค่าใช้จ่ายตามที่กล่าวข้างต้น (1) - (5) แล้ว บริษัท
จะต้องเรียกเก็บค่าภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยหรือไม่ และผู้ว่าจ้างจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
เมื่อชำระค่าใช้จ่ายคืนให้แก่บริษัทหรือไม่
บริษัทมีความเห็นว่าเนื่องจากค่าใช้จ่ายดังกล่าวทั้งหมดเกิดขึ้น เนื่องจาก
การให้บริการงานว่าความ ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81(1)(ฌ) แห่ง
ประมวลรัษฎากร บริษัทจึงไม่ต้องเรียกเก็บค่าภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าใช้จ่าย
ดังกล่าวจากผู้ว่าจ้างแต่อย่างใด
2. กรณีในการให้บริการงานกฎหมายสำหรับร่างและตรวจสอบสัญญาและ
เอกสารทางกฎหมายและประเมินราคา เมื่อบริษัทได้จ่ายคืนเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
ให้แก่พนักงาน ได้แก่ ค่าพาหนะตามจริง ค่าโรงแรมที่พัก และค่ารับรอง เมื่อบริษัท
เรียกเก็บค่าใช้จ่ายดังกล่าวนั้นจากผู้ว่าจ้าง โดยมีหลักฐานประกอบการเบิก
ค่าใช้จ่ายตามที่กล่าวข้างต้น (2)(4) และ (5) แล้ว บริษัทจะต้องเรียกเก็บค่า
ภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยหรือไม่ และผู้ว่าจ้างจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อชำระค่าใช้จ่าย
คืนให้แก่บริษัทหรือไม่
3. ในการเบิกค่ารถ Taxi และค่านำหมายของพนักงานของบริษัท ซึ่ง
พนักงานจะต้องจัดทำใบขอเบิกค่าใช้จ่าย และสำหรับค่านำหมาย พนักงานจะต้อง
จัดทำใบรับรองแทนใบเสร็จด้วย หากบริษัทจะกำหนดให้พนักงานจัดทำใบขอเบิก
ค่าใช้จ่าย ซึ่งระบุรายละเอียดของค่าใช้จ่ายดังกล่าวว่าเป็นการเดินทางไปติดต่อใคร
เมื่อใด ระยะทางไปกลับระหว่างสถานที่ใด และจำนวนค่าใช้จ่ายเท่าใด สำหรับการ
เบิกค่ารถ Taxi และค่านำหมายในคดีใด สำหรับการเบิกค่านำหมายแล้ว โดยบริษัท
จะไม่กำหนดให้พนักงานจะต้องจัดทำใบรับรองแทนใบเสร็จ จะสามารถกระทำได้
หรือไม่ และการไม่มีใบรับรองแทนใบเสร็จดังกล่าว จะมีผลทางภาษีในการที่บริษัท
จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่พนักงานแล้วบริษัทถือเป็นรายจ่ายได้หรือไม่ หรือในการที่
บริษัทเรียกค่าใช้จ่ายดังกล่าวคืนจากผู้ว่าจ้าง หรือไม่ อย่างไร
แนววินิจฉัย: 1. กรณีการให้บริการงานว่าความ บริษัทฯ ให้บริการตั้งแต่ติดตาม ทวงหนี้
เร่งรัดหนี้ ฟ้องคดี และบังคับคดี สำหรับงานที่ทนายความได้ทำการว่าความหรือว่า
ต่างแก้คดีในศาลเท่านั้นที่ถือว่าเป็นการว่าความซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับยกเว้น
ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81(1) (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะรายได้จากการ
ว่าความ บริษัทฯ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
เมื่อบริษัทฯ เรียกเก็บค่าบริการงานว่าความจากผู้ว่าจ้าง บริษัทฯ ไม่ต้อง
เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามข้อ 7(1)
แห่งคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตาม
มาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26
กันยายน พ.ศ. 2528
2. กรณีการให้บริการงานอื่นที่มิใช่การว่าความ หรือว่าต่างแก้คดีในศาล
เมื่อบริษัทฯ เรียกเก็บค่าบริการจากผู้ว่าจ้าง ซึ่งเป็นการให้บริการตามมาตรา
77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจาก
ผู้ว่าจ้าง ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร
เมื่อผู้ว่าจ้าง จ่ายค่าที่ปรึกษาอันเป็นการรับจ้างทำของ ตามมาตรา 587
แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตาม
มาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามข้อ
8 แห่งคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 เว้น
แต่รายจ่ายเฉพาะส่วนที่บริษัทฯ จ่ายทดรองไปก่อนในนามของผู้ว่าจ้างให้แก่ส่วน
ราชการและมีหลักฐานใบรับถูกต้อง เช่น ค่าธรรมเนียมศาล
ค่าพยานศาล บริษัทฯ ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย
3. กรณีบริษัทฯ จ่ายคืนค่ารถ Taxi ให้พนักงานตามใบขอเบิกค่าใช้จ่าย
และจ่ายคืนค่านำหมายให้พนักงานตามใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน ซึ่งตาม
หลักฐานดังกล่าวจะมีรายละเอียดและจำนวนค่าใช้จ่ายของการดำเนินงาน โดย
บริษัทฯ กำหนดให้พนักงานไม่ต้องจัดทำใบขอเบิกค่าใช้จ่ายและใบรับรองแทน
ใบเสร็จรับเงิน กรณีดังกล่าวถ้าบริษัทฯ มีเอกสารหรือหลักฐานใดที่แสดงว่า บริษัทฯ
ได้จ่ายเงินให้แก่ผู้ใดหรือใครเป็นผู้รับเงินนั้นแล้ว บริษัทฯ มีสิทธินำรายจ่าย
ดังกล่าวมาถือเป็นค่าใช้จ่ายได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18) แห่งประมวล
รัษฎากร
เลขตู้: 68/33636

 


 

ปรับปรุงล่าสุด: 22-05-2020