เมนูปิด

คำพิพากษาฎีกาที่1424/2534

 

พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพระโขนง

โจทก์

นายประเสริฐ จองวิริยะวงศ์

จำเลย

เรื่อง คดีผิดพระราชบัญญัติการพนัน

 

กฎหมายที่เกี่ยวข้องวิธีพิจารณาความอาญา พนักงานสอบสวน (มาตรา 2(6)) ป.รัษฎากร
บัญชีอากรแสตมป์ ตราสารไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ (มาตรา 104,148)

โจทก์ว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2525 เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุม นายปอ รามพิชัย กับพวก รวม 7 คน ในข้อหาผิดพระราชบัญญัติการ พนันส่งมอบให้โจทก์ดำเนินคดี วันเดียวกันจำเลยได้ทำสัญญาประกันตัว ผู้ต้องหาทั้งเจ็ดคนไปโดยสัญญาว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาทั้งเจ็ดคนตามกำหนด ของโจทก์ถ้าผิดสัญญาจำเลยยอมใช้เงินแก่โจทก์คนละ 4,000 บาท โจทก์ จึงได้มอบตัวผู้ต้องหาทั้งเจ็ดคนให้จำเลยส่งตัวผู้ต้องหาทั้งเจ็ดคนต่อโจทก์ จำเลยทราบกำหนดนัดแล้วไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหาทั้งเจ็ดคนมาส่งได้ เป็นเหตุให้โจทก์และทางราชการเสียหายขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้ จำเลยชำระเงินจำนวน 28,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย
จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาทั้งเจ็ดคน ตามฟ้องโจทก์มิใช่คู่สัญญาไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจาก เงินที่ฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 28,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาฟ้องได้ว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2525 เจ้าพนักงานตำรวจได้จัดผู้ต้องหาทั้งเจ็ดคนในข้อหา ความผิดต่อพระราชบัญญัติการพนันส่งมอบให้โจทก์ดำเนินคดี วันเดียวกัน จำเลยได้ทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาทั้งเจ็ดคนไปจากโจทก์ โดยสัญญา ว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดนัดของโจทก์ ถ้าผิดสัญญาจำเลยยอมใช้ เงินให้คนละ 4,000 บาท โดยร้อยตำรวจโทชำนาญ วรรลยางกูร พนักงาน สอบสวนลงชื่อในสัญญาประกันในฐานผู้รับสัญญาปรากฏตามสำเนาคำร้อง ขอประกันและบันทึกเสนอสัญญาประกันเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.8 จำเลย ได้มอบโฉนดที่ดินแปลงหนึ่งในกรุงเทพมหานครให้โจทก์ไว้เป็นประกัน ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.9 ต่อมาจำเลยไม่สามารถส่ง ตัวผู้ต้องหาทั้งเจ็ดคนให้โจทก์ตามกำหนดนัดอ้างว่าผู้ต้องหาหลบหนี จำเลยจึงผิดสัญญาจะต้องชำระเงินค่าปรับให้โจทก์เป็นเงิน 28,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย
พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า พันตำรวจโทธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ไม่ได้ มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับสัญญาประกันเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.7 ตลอด จนไม่ฐานะเป็นพนักงานสอบสวนหรือหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีที่ นายปอ รามพิชัย กับพวกรวม7 คน ตกเป็นผู้ต้องหา และยังมิได้มีหน้าที่ ทำการสอบสวน มิได้ทำการสอบสวนหรือร่วมทำการสอบสวนหรือสั่งคดี ในระหว่างที่มีการสอบสวน พันตำรวจโทธานี จึงมิได้เป็นพนักงาสอบสวน หรือหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 2 (6) และไม่ได้เป็นผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจ ฟ้องคดีนั้น เห็นว่า จำเลยได้ทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไปจากความ ควบคุมของร้อยตำรวจโทชำนาญ วรรลยางกูร ในฐานที่ร้อยตำรวจโท ชำนาญเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา มาตรา 112 มิได้ทำในฐานะส่วนตัว เมื่อจำเลยผิดสัญญาประกัน จำเลยก็ต้องรับผิดชอบต่อพนักงานสอบสวนพนักงานสอบสวนมีอำนาจเป็น โจทก์ฟ้องจำเลยได้ ได้ความว่าพันตำรวจโทธานีเป็นพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพระโขนงขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ แม้พันตำรวจโทธานี มิได้ทำการสอบสวนหรือร่วมทำการสอบสวนคดีที่นายปอ รามพิชัย กับพวก ตกเป็นผู้ต้องหา ตลอดจนมิใช่เป็นคู่สัญญาประกัน แต่พันตำรวจโทธานีใน ฐานะพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพระโขนงขณะยื่นคำฟ้อง ก็ มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาประกันตาม เอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.7เป็นสัญญาค้ำประกันที่ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ และไม่ได้รับการยกเว้นตามประมวลรัษฎากรมาตรา 121 โจทก์จึงฟ้อง ให้จำเลยรับผิดตามสัญญาประกันดังกล่าวหาได้ไม่นั้นเป็นปัญหาข้อ กฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ยก ประเด็นข้อนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้น อ้างในชั้นฎีกาได้ เห็นว่า สัญญาประกันตามฟ้องโจทก์ไม่ใช่สัญญาค้ำ ประกันตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ซึ่งจะต้องบังคับตามมาตรา 104 และ มาตรา 118 แห่งประมวลรัษฎากร เพราะฉะนั้นสัญญาประกันดังกล่าวแม้ ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ ก็ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้..."
พิพากษายืน
(เสริมพงศ์ วรยิ่งยง - อุระ หวังอ้อมกลาง - เพ็ง เพ็งนิติ)

 

ปรับปรุงล่าสุด: 31-01-2021